Hatoriz

วันนี้มี 1–1 session กับน้อง Technical Product Manager โดยความรับผิดชอบของตำแหน่งนี้ก็จะกว้างโดยเริ่มอยู่แล้ว ครอบคลุมไปตั้งแต่ ตัว product ต้องรู้ details ทั้งมุม business และเชิงลึกทาง technical เรื่องของระยะเวลาในการทำ project เงินที่ใช้ในการทำ ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น อีกทั้งมีกระบวนการในการปล่อย product ประเด็นคือ mentee นี้รู้สึกว่าแต่ละวันเค้า focus งานของตัวเองไม่ได้ ขาดสมาธิเพราะจับหลายอย่าง ประชุมหลากหลาย อาจจะมีซ้อนกันไปมาหรือติดกัน ทำงานไปประชุมไป ผลคือไม่ได้ทั้งเรื่องที่ประชุมและงานก็ไม่เสร็จ ผมเลยลองถามเรื่องตาราง celendar แต่ละวันลึกลงไป ก็พบว่าเยอะจริง เลยต้องกลับมาตั้งคำถามว่า จะจัดการยังไงกันดี เลยนึกขึ้นได้ถึงบทความใน HBR.org มีคำถามสามข้อที่ถามกับตัวเองในเรื่องของการตอบรับการเข้าประชุมหรือตอบคำถามเรื่องนั้นๆ

3 คำถามพิจารณาในการบริหารจัดการเวลา
3 คำถามพิจารณาในการบริหารจัดการเวลา

วันนี้มี 1–1 session กับน้อง Technical Product Manager โดยความรับผิดชอบของตำแหน่งนี้ก็จะกว้างโดยเริ่มอยู่แล้ว ครอบคลุมไปตั้งแต่ ตัว product ต้องรู้ details ทั้งมุม business และเชิงลึกทาง technical เรื่องของระยะเวลาในการทำ project เงินที่ใช้ในการทำ ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น อีกทั้งมีกระบวนการในการปล่อย product

ประเด็นคือ mentee นี้รู้สึกว่าแต่ละวันเค้า focus งานของตัวเองไม่ได้ ขาดสมาธิเพราะจับหลายอย่าง ประชุมหลากหลาย อาจจะมีซ้อนกันไปมาหรือติดกัน ทำงานไปประชุมไป ผลคือไม่ได้ทั้งเรื่องที่ประชุมและงานก็ไม่เสร็จ ผมเลยลองถามเรื่องตาราง celendar แต่ละวันลึกลงไป ก็พบว่าเยอะจริง เลยต้องกลับมาตั้งคำถามว่า จะจัดการยังไงกันดี เลยนึกขึ้นได้ถึงบทความใน HBR.org มีคำถามสามข้อที่ถามกับตัวเองในเรื่องของการตอบรับการเข้าประชุมหรือตอบคำถามเรื่องนั้นๆ

1. Am I the right person?

เราคือคนที่ใช่ในการจัดการเรื่องนั้น ตอบคำถามเรื่องนั้นหรือไม่ เพราะถ้าไม่ใช่ เราควรบอกไปตามตรงและสามารถ redirect ไปยังคนที่ถูกต้องได้อีก

2. Is it the right time?

เรื่องของการจัดการเวลาและความเร็วในการตอบสนอง ต้องมาดูว่าเรื่องนี้ การประชุมนี้ต้องตอนนี้ไหม ในเวลานี้เรามีข้อมูลครบ องค์ประชุมครบไหม ต้องใช้เวลาไปหาคำตอบเพิ่มไหม ถ้าตอนนี้ยังไม่พร้อม ก็ตอบไปว่าขอเลื่อนไปเมื่อพร้อม หรือถ้าพร้อม พยายามทำให้จบและชัดเจนไปเลย

3. Do I have information?

ในบางเรื่องการติดต่อ สอบถามมา อาจไม่ใช่เพราะคนถามคิดว่าเรารู้ แต่เป็นการที่รู้จักเรา และอาจจะคิดไปว่าถามได้ตอบได้ ซึ่งถ้าเราไม่ใช่ต้นเรื่อง แนะนำให้ redirect ไปให้ถุกคน หรือข้อมูลยังไม่พร้อมต้องการข้อมูลเพิ่ม ก็ชี้แจงประเด็นที่ชัดและประเด็นที่ต้องไปหาข้อมูลเพิ่ม ประหยัดเวลาเอาไปทำในสิ่งที่ใช่จะดีกว่า

อยากให้เอาไปลองใช้ดู ไม่ใช่แค่เรื่องประชุม หรือตอบคำถาม การจัดการ email ก็ทำได้ ถ้าไม่ได้ต้องการข้อมูลเรา แค่รับทราบ เราก็กลับมาดูเมื่อมีเวลา อย่างที่เคยบอก ถ้าสำคัญและด่วน พยายามให้ติดต่อทางโทรศัพท์หรือแชทมาจะดีกว่า เพราะเชื่อว่ายุค WFA เมลน่าจะหล่นหลามอยู่แล้ว อ่านทั้งวัน บางทีก็ไม่หมด ส่วนในเรื่องการตอบรับเข้าประชุม อยากให้การสื่อสารทำให้ชัดเช่น จะเข้าหรือไม่ ต้องการ agenda เพิ่ม หรือรอ catch up จาก meeting minute ควรทำให้ชัดเจน เชื่อว่าการทำแบบนี้จะจัดการเวลาได้ดีขึ้นครับ มีเวลาไป focus กับงานที่จำเป็นได้มากขึ้น

Originally published at https://hatoriz.com on June 13, 2022.

--

--

ทำงานเองจริง ไม่ต้องไปเสียเวลา ปิดทองหลังพระแล้วรอให้หัวหน้า หรือคนอื่นมารู้เอง เพราะยุคนี้ทุกคนเองก็ยุ่งกับงานในส่วนของตัวเองมากพอแล้ว จนไม่อาจแน่ใจได้ว่าจะมีเวลามาสังเกตงานของคนอื่นหรือรู้ได้เองไหม ดังนั้นหาวิธีสื่อสารเรื่องดีที่ถูกจะดีกว่า การ head-up update รายงานในงานที่ได้รับมอบหมาย งานที่เราริเริ่มสร้างสรรค์ในการคิดแก้ไขปัญหา พัฒนาให้ดีขึ้น หรือช่วยเหลือคนอื่นนอกเหนือจากขอบเขตของเรา เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่ดี การมี 1–1 กับหัวหน้า ถ้าเค้าไม่นัดมา เราก็ขอนัดไปเองเลย ซึ่งสามารถทำได้แล้วส่วนตัวผมว่าดีด้วยซ้ำ มองเห็นถึงความกระตือรือร้นของเราเองด้วยซ้ำ ยิ่งยุคแห่งการ work from anywhere and any time ถ้าไม่ปรับการสื่อสาร ยังอยู่ใน passive mode รอคนอื่นมาเห็นเอง ส่วนตัวผมว่าไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเลย…

สื่อสารยังไง แบบที่ไม่ต้องรอให้คนอื่นมารู้เอง
สื่อสารยังไง แบบที่ไม่ต้องรอให้คนอื่นมารู้เอง

ทำงานเองจริง ไม่ต้องไปเสียเวลา ปิดทองหลังพระแล้วรอให้หัวหน้า หรือคนอื่นมารู้เอง เพราะยุคนี้ทุกคนเองก็ยุ่งกับงานในส่วนของตัวเองมากพอแล้ว จนไม่อาจแน่ใจได้ว่าจะมีเวลามาสังเกตงานของคนอื่นหรือรู้ได้เองไหม ดังนั้นหาวิธีสื่อสารเรื่องดีที่ถูกจะดีกว่า

การ head-up update รายงานในงานที่ได้รับมอบหมาย งานที่เราริเริ่มสร้างสรรค์ในการคิดแก้ไขปัญหา พัฒนาให้ดีขึ้น หรือช่วยเหลือคนอื่นนอกเหนือจากขอบเขตของเรา เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่ดี การมี 1–1 กับหัวหน้า ถ้าเค้าไม่นัดมา เราก็ขอนัดไปเองเลย ซึ่งสามารถทำได้แล้วส่วนตัวผมว่าดีด้วยซ้ำ มองเห็นถึงความกระตือรือร้นของเราเองด้วยซ้ำ ยิ่งยุคแห่งการ work from anywhere and any time ถ้าไม่ปรับการสื่อสาร ยังอยู่ใน passive mode รอคนอื่นมาเห็นเอง ส่วนตัวผมว่าไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเลย…

--

--

“ผมใช้เวลาในวันเสาร์ อาทิตย์ เข้าไปดูวิเคราะห์ปัญหาให้กับลูกค้า แต่ผมไม่เคยบอกใครแม้กระทั้งหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานเลยในช่วงเวลาที่ผ่านมาเกือบ 10 ปี” นี่เป็นหนึ่งในข้อมูลที่ได้จากการทำ Exit Interview ที่ผมไม่เคยลืม รู้สึกไหมว่าคนทำงานสมัยนี้ ย้ายงานกันง่ายและบ่อยมาก โดยเฉพาะสายงาน Technology มันคงเพราะว่ามีเทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้ทดลองทำ มีโปรเจคที่ต้องเปลี่ยนจากเทคโนโลยีเก่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ หรือโปรเจคใหญ่ที่ขาดกำลังคนด้าน Technology ทำให้เกิดความไม่สมดุลใน Demand Supply ขึ้น หรือสาเหตุอื่นในช่วง 1–2 ปีมานี้ ที่เราเริ่มจะ Work From Home กัน การประชุมออนไลน์ที่ขาดการเห็นหน้าเห็นตา ขาดปฏิสัมพันธ์ การพูดคุยแบบไม่เป็นรูปแบบที่ร้านกาแฟหรือตู้กดน้ำที่ออฟฟิศ สิ่งเหล่านี้ทำให้การลาออกเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น เมื่อมีการลาออก กิจกรรมหนึ่งที่หลายที่เคยทำกลับถูกมองข้ามไปเช่นการทำ Exit Interview การทำ Exit Interview ที่ว่าไม่ได้หมายถึงว่า พอเรารู้ว่าจะมีคนลาออกแล้วก็นัดคุยเพื่อโน้มน้าวให้อยู่ สอบถามเหตุผล แต่หมายถึงการทำ interview ก่อนการลาออกที่แน่ชัดแล้วเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง…

ทำไมยังอยากให้ทำ Exit Interview
ทำไมยังอยากให้ทำ Exit Interview

อ่าน “วิชาเดินทางหลังเลิกเรียน” แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างหรอ อืม เหมือนได้ย้อนวัยกลับไปสมัยเรียนจบใหม่ๆ กี่ปีน่ะหรอ 15 ปีได้แล้วมั้ง (นับจากปี 2021) คือเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียน “น้องพลอย” เลย พราะเวลาที่เราเรียนไม่ว่าจะมัธยมหรือมหาวิทยาลัย ก็จะมีรูปแบบแพทเทิร์น ตารางการเรียนหรือเป้าหมายเป็นช่วงให้เราได้เรียนตามหรือเลือกปรับได้นิดหน่อย ที่นี้พอเราเรียนจบแล้ว ทางเลือกของชีวิตเรียกได้ว่าอิสระ หมายความทางเลือกนั้นหลากหลายมาก ผู้เขียนถือว่าโชคดีที่มีโอกาสได้ทำงานเป็นนักแสดงระหว่างที่เรียน ซึ่งน่าจะทำให้มีมุมมองกว้างขึ้นในเรื่องของการทำงาน

รีวิวหนังสือ — วิชาเดินทางหลังเลิกเรียน
รีวิวหนังสือ — วิชาเดินทางหลังเลิกเรียน

อ่าน “วิชาเดินทางหลังเลิกเรียน” แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างหรอ อืม เหมือนได้ย้อนวัยกลับไปสมัยเรียนจบใหม่ๆ กี่ปีน่ะหรอ 15 ปีได้แล้วมั้ง (นับจากปี 2021) คือเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียน “น้องพลอย” เลย พราะเวลาที่เราเรียนไม่ว่าจะมัธยมหรือมหาวิทยาลัย ก็จะมีรูปแบบแพทเทิร์น ตารางการเรียนหรือเป้าหมายเป็นช่วงให้เราได้เรียนตามหรือเลือกปรับได้นิดหน่อย ที่นี้พอเราเรียนจบแล้ว ทางเลือกของชีวิตเรียกได้ว่าอิสระ หมายความทางเลือกนั้นหลากหลายมาก ผู้เขียนถือว่าโชคดีที่มีโอกาสได้ทำงานเป็นนักแสดงระหว่างที่เรียน ซึ่งน่าจะทำให้มีมุมมองกว้างขึ้นในเรื่องของการทำงาน

“ผมอยากให้คุณดื่มด่ำกับบรรยากาศ เพราะการเที่ยว ไม่ใช่ไปเพื่อถ่ายรูป แต่ไปเพื่อเก็บประสบการณ์ ไม่เชื่อคุณลอง get lost ดูสิ”

วิชาเดินทางหลังเลิกเรียน — page 37

หนังสือเล่มนี้ให้อารมณ์เหมือนเราอ่าน diary บันทึกการเดินทางของเด็กสาวคนนึงที่กล้าที่จะลองเดินทางรถไฟสาย “Trans-Siberian” ระยะทาง 9,289 กิโลเมตรหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยด้วยตัวคนเดียว รถไฟสายนี้น่าจะเป็นสายนึงที่หลายคนอยากจะมีโอกาสได้ลองเดินทางไปด้วยสักครั้งในชีวิตรวมถึงผมเองด้วย แต่ด้วยเวลาที่นานกับภาระในปัจจุบัน คงต้องเก็บเป็น bucket list แล้วอ่านหนังสือเล่มนี้พลางๆไปก่อน ฮ่าๆๆ

ด้วยความที่เป็น diary การรับรู้เรื่องราวจะเป็นไปตามลำดับเวลา ก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง และเมื่อจบการเดินทาง ช่วงก่อนการเดินทางนั้นเต็มด้วยอารมณ์ ตื้นเต้น อยากค้นหา กังวลว่าจะเจออุปสรรคในการเดินทางล่วงหน้า ความคาดหวังที่จะได้เจอวิวที่สวย ผู้คนที่หลากหลาย สัมผัสวัฒนธรรมที่หลากหลายในการเดินทางจากทวีปเอชียสู่ยุโรป ซึ่งเมื่ออ่านไปเรื่อยๆ จะพบความจริงว่าความไม่คาดฝัน ความคลาดเคลื่อนไม่เป็นไปตามที่หวังในการเดินทาง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การได้เจอคนแปลกหน้า มันเป็นเสน่ห์มากๆเลยในการเดินทาง

ในเล่มผู้เขียนได้พบเจอเพื่อนร่วมทางแปลกหน้าใหม่ๆอยู่เสมอ และเกินกว่าครึ่งเป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่ดีมากเลย ไม่ว่าจะเป็นลุงฝรั่งในรถไฟ ที่เดินทางมาค่อนโลกและเดินทางคนเดียวเหมือนกัน ที่โคจรมาเจอกันในรถไฟสายเดียวกัน นักท่องเที่ยว backpacker ที่มาเข้าพักใน hostel เดียวกัน มีกิจกรรมทำอาหารร่วมกัน ประหยัดค่าอาหารในการท่องเที่ยว แลกเปลี่ยนมุมมองในการชีวิตแบบเปิดใจ ก็มาพักที่เดียวกัน ผมเชื่อว่าการที่เราพบเจอเพื่อนร่วมทางที่คล้ายกันในกิจกรรมที่เราทำหรือสถานที่ที่เราเดินทางไป อาจจะเรียกได้ว่าเป็นไปตาม “ทฤษฎีแรงดึงดูด” ที่นำพาคนที่คล้ายๆกันมาเจอกัน

หนังสือให้ได้มุมมอง ข้อมูลการเดินทางด้วยเส้นทางรถไฟที่ยาวนานนี้ มันผสมกันระหว่างความตื้นเต้นที่จะได้เจออะไรแปลกใหม่ ความลุ้นระทึกในการเดินทาง ความไม่คาดฝันจากปัจจัยอื่น ความเหงาที่ต้องเดินทางคนเดียวที่เป็นธรรมดาของมนุษย์เรา หรือความเบื่อเมื่อความแปลกใหม่ได้หายไปและเปลี่ยนเป็นความคุ้นตา ซึ่งเนื้อหาอ่านง่าย ได้รับประสบการณ์ตรงในการเดินทาง แต่ส่วนตัวผมเองอยากให้มีรูปประกอบมากกว่านี้ อยากเห็นภาพในสิ่งที่ผู้เขียนประทับใจไปพร้อมกับเนื้อหา ซึ่งเป็น comment เดียวสำหรับหนังสือเล่มนี้

https://hatoriz.com/books/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97/

--

--

10 April 2021 — Good Morning from Suphanburi

สวัสดีการเขียนแบบ “Free Write” อีกครั้งจากสุพรรณ ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลหยุดยาวสงกรานต์ที่มีการระบาดของ COVID-19 อีกครั้ง ซ้ำกับเวลาเดียวกับปีที่แล้ว ที่มีการระบาดหนักก่อนที่จะมีเทศกาลสงกรานต์ มันส่งผลให้คนระมัดระวังตัวมากขึ้น

นี่เป็นปีที่สองแล้วที่เราใช้ชีวิตกับ COVID-19 ถามว่าผมหรือเราๆ ท่านๆ ปรับตัวได้ไหม ผมเชื่อว่าน่าจะจะตอบว่าปรับตัวได้แล้ว ทำใจนอมรับความเป็นจริงได้ แต่คิดว่าไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้มันเป็น

--

--

เป้าหมายที่สำคัญสำหรับบริษัท นอกจากกำไรทางธุรกิจ คือการรักษาพนักงานที่มีคุณภาพให้อยู่กับองค์กร ถ้าหากแนวโน้มคนลาออกจากองค์กรในจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การหาสาเหตุจึงเป็นสิ่งสำคัญ เครื่องมือที่มีประโยชน์นึงในการทำเช่นนั้น แต่องค์กรบางที่อาจจะให้ความสนใจน้อย นั่นคือการสัมภาษณ์การลาออก หรือที่เรียกว่า Exit Interview หลายบริษัทไม่ได้ทำการสัมภาษณ์เหล่านี้ด้วยซ้ำ หรืออาจจะมีการรวบรวมข้อมูลการสัมภาษณ์ออก แต่ไม่ได้วิเคราะห์ หรืออาจจะวิเคราะห์ แต่ไม่แบ่งปันข้อมูลกับผู้นำระดับสูงที่สามารถดำเนินการได้ แต่ส่วนตัวเชื่อว่ามีหลายที่ที่มีการรวบรวม วิเคราะห์ และแบ่งปันข้อมูลของการทำ Exit interview

เตรียมตัวสำหรับการถูกสัมภาษณ์ Exit Interview
เตรียมตัวสำหรับการถูกสัมภาษณ์ Exit Interview

เป้าหมายที่สำคัญสำหรับบริษัท นอกจากกำไรทางธุรกิจ คือการรักษาพนักงานที่มีคุณภาพให้อยู่กับองค์กร ถ้าหากแนวโน้มคนลาออกจากองค์กรในจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การหาสาเหตุจึงเป็นสิ่งสำคัญ

เครื่องมือที่มีประโยชน์นึงในการทำเช่นนั้น แต่องค์กรบางที่อาจจะให้ความสนใจน้อย นั่นคือการสัมภาษณ์การลาออก หรือที่เรียกว่า Exit Interview หลายบริษัทไม่ได้ทำการสัมภาษณ์เหล่านี้ด้วยซ้ำ หรืออาจจะมีการรวบรวมข้อมูลการสัมภาษณ์ออก แต่ไม่ได้วิเคราะห์ หรืออาจจะวิเคราะห์ แต่ไม่แบ่งปันข้อมูลกับผู้นำระดับสูงที่สามารถดำเนินการได้ แต่ส่วนตัวเชื่อว่ามีหลายที่ที่มีการรวบรวม วิเคราะห์ และแบ่งปันข้อมูลของการทำ Exit interview

วันนี้จะมาเล่าถึงแนวทางสำหรับพนักงานที่จะต้องถูกสัมภาษณ์ว่าเราควรจะพูดหรือให้ข้อมูลอะไรกับบริษัท เมื่อเราต้องถูกสัมภาษณ์ Exit Interview โดยจะมี 6 หัวข้อหลักดังนี้

1. เหตุผลในการลาออก

เราควรที่แจ้งเหตุผลอย่างตรงไปตรงมาเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อเป็นประโยขน์กับองค์กรในการเข้าใจถึงเหตุผลหลัก อีกทั้งรักษาความสัมพันธ์ไว้ในรูปแบบที่ซื่อตรงต่อกัน มีหลายเหตุผลที่มักจะนิยมใช้ในการบอกลาออก เช่น

  • อยากได้ทำงานที่ท้าทายมากและแตกต่างไปจากปัจจุบัน
  • มองหาความก้าวหน้าในตำแหน่งการงาน และค่าตอบแทนที่สูงขึ้น
  • ต้องการมีเวลาให้กับครอบครัว
  • เหตุผลส่วนตัว ทางด้าน สุขภาพ ร่างกาย พักทบทวนสิ่งที่ต้องการในอาชีพการงานและชีวิต

2. ตัวงานที่เรารับผิดชอบและทรัพยาการเพื่อสนับสนุนการทำงาน

การเล่าถึงข้อเท็จจริงของงานที่เราได้รับในปัจจุบัน เพื่อช่วยในเข้าใจถึงบริบทที่เราเจอในองค์กร ซึ่งอาจเชื่อมโยงได้ถึงเหตุผลหรือสนับสนุนแรงจูงใจให้เราค้นหาโอกาสใหม่ๆ นอกองค์กร

  • งานที่ทำมีความหมายและแรงจูงใจในระดับที่เราพึงพอใจไหม
  • เรามีโอกาสที่จะได้แสดงศักยภาพ ใช้จุดแข็งในการทำงานมากน้อยเพียงใด
  • หัวหน้าสนับสนุนและมีทรัพยากรเพียงพอในการทำงานที่เหมาะสมดีหรือไม่ ทั้งในมุมบุคลากรและเครื่องมืออื่นๆ เช่น ซอฟแวร์ ฮาร์ดแวร์ สิ่งแวดล้อมในการทำงาน

3. โอกาสในการเรียนรู้และเติบโตในสายอาชีพ

อ้างอิงข้อมูลวิจัยจาก Gallup ผลสำรวจพบว่า 1 ใน 3 ของจำนวนคนที่ลาออก มีสาเหตุมาจากจากการขาดโอกาสและความก้าวหน้าในอาชีพการงานในองค์กร

  • ได้รับมอบหมายงานที่จะได้รู้เรียนทักษะ ความรู้ที่จำเป็นต่อความก้าวหน้าไหม
  • มีความชัดเจนในเส้นทางอาชีพการงาน (caree path) มีแน้วโน้มที่ดีในการเติบโตกับองค์กร

4. ความรู้สึกต่อหัวหน้างานและวัฒนธรรมองค์กร

ทัศนคติและมุมมองในการทำงานของหัวหน้าและองค์กร มีผลมากต่อการทำงานที่ราบรื่นของเรา การอธิบายถึงเรื่องนี้ จะช่วยให้ฝ่ายบุคคลปรับปรุงกระบวนการสัมภาษณ์เข้าทำงานได้เหมาะยิ่งขึ้น ส่วนตัวเชื่อว่าไม่ได้เป็นความผิดของเราหรือองค์กร แต่คนคนนึงอาจจะเหมาะกับวัฒนธรรมนึง แต่อีกคนอาจจะไม่เหมาะ

  • การได้รับโอกาสในการตัดสินใจและแสดงผลงานอย่างเพียงพอหรือไม่
  • ได้รับการฝีกสอนทั้งในเรื่องงาน มุมมองการจัดการ และทัศนคติที่ดี
  • วัฒนธรรมการทำงานของแผนกอื่นที่เราต้องเกี่ยวข้องในองค์กร หัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน

5. คำแนะนำเชิงสร้างสรรค์สำหรับองค์กรเพื่อการพัฒนาและปรับปรุง

ลองถามคำถามกับตัวเองว่า ถ้าเป็นไปได้ อะไรที่องค์กร หัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงาน สามารถทำให้องค์กรดีขึ้นได้ จนเราตัดสินใจที่จะลาออกยาก ถือเป็นการนำเสนอมุมมองเชิงบวกในการแก้ปัญหากับองค์กร ซึ่งถ้าได้รับการพิจารณานำไปแก้ไข อย่างน้อยก็เป็นประโยชน์กับเพื่อนร่วมงานเราที่ยังทำงานอยู่กับองค์กร

  • ตัวเลือกในการทำงานที่ยืดหยุ่น เช่น การเข้างานที่ยืดหยุ่น การทำงานจากที่บ้าน การเข้าระบบจากระบบอินเทอร์เน็ตที่บ้านที่ปลอดภัย
  • ค่าตอบแทนที่แข่งขันได้กับตลาด ไม่มากเกินไป แต่ก็ไม่น้อยเกินไป
  • คำแนะนำเชิงวัฒนธรรมที่เปิดกว้างในการรับฟัง
  • ทรัพยากร การสนับสนุนที่ขาดไป อยากให้เพิ่มเติมเพื่อช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

6. สิ่งที่เราชอบมากที่สุดในการทำงานที่บริษัท

ยังเชื่อว่าทุกที่ในการทำงาน ยังมีแง่ดีให้เลือกที่จะมองและให้เรียนรู้ เมื่อต้องออกจากองค์กรไป นอกจากเรื่องที่ต้องปรับปรุง เรื่องที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี กระบวนการทำงาน วัฒนธรรม ความรู้ที่ได้รับ ถือว่าเป็นสิ่งที่เรานำไปใช้ต่อได้ในอนาคต

  • ประสบการณ์ที่ดีที่องค์กร
  • สิ่งที่ดีที่ได้เรียนรู้ ทั้งในแง่การทำงาน การพัฒนาตัวเอง หรือแง่มุมทางวัฒนธรรม

สิ่งสำคัญของการให้สัมภาษณ์ Exit Interview คือ ความใจเย็นและการให้สัมภาษณ์ในเชิงสร้างสรรค์ การพูดคุยบนข้อเท็จจริงอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา แบบนี้จึงจะเป็นประโยชน์กับองค์กรและตัวเราด้วย

Originally published at https://hatoriz.com on October 27, 2020.

--

--

quit

“ถึงเวลาที่เราควรจะลาออกหรือยัง ??” ถ้ายังคิดว่าเราจะรอจนกว่าจะรู้สึกว่า ต้องออกจากงาน หรือองค์กร ส่วนตัวคิดว่าอาจจะช้าไปหน่อย บางครั้งอาจจะสายเกินไปเมื่อถึงเวลาที่ต้องออกจากงานจริงๆ และพลาดโอกาสที่จะเลือกงานที่เหมาะกับเรา

ปกติส่วนตัวจะทบทวนตัวเองอย่างน้อยปีละครั้ง ในการประเมินองค์กรที่เราทำงาน ตำแหน่งของคุณพร้อมที่เราทำอยู่ คำถามต่อไปนี้น่าจะช่วยให้เราประเมินตัวเองในจุดที่เราทำอยู่และวางแผนอนาคตการทำงานตัวเราเองได้ดีขึ้น

1. องค์กรที่เราอยู่ ยังดีหรืออยู่ไหม

ดูให้แน่ใจว่าเราไม่ได้อยู่ในองค์กรที่อยู่ในขาลง ซึ่งมีผลต่อการเงินและความก้าวหน้าในอนาคต

  • มีการควบรวมกิจการการ ซื้อกิจการ หรือการเปลี่ยนแปลงการบริหาร และคุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงใหม่
  • ฝ่ายบริหารถูกวิพากษ์วิจารณ์ครั้งแล้วครั้งเล่าในเรื่องทิศทางในการดำเนินธุรกิจ
  • องค์กรไม่ลงทุนในผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ และเลือกที่จะให้ความสำคัญกับวิธีการทำสิ่งเก่า ๆ
  • ทีมงาน หัวหน้า หรือผู้บริหารที่เราเคารพ กำลังลาออกจากบริษัท
  • ผลกำไรลดลง แนวโน้มธุรกิจไม่ดี
  • คนนอกได้รับการว่าจ้างในตำแหน่งบริหาร หรือตำแหน่งที่สูงและเริ่มนำเพื่อนของตัวเองเข้ามาทำงานมากขึ้น
  • มาตรการลดต้นทุนดำเนินการโดยแจ้งให้ทราบล่วงหน้าหรือมีเหตุผลเพียงเล็กน้อย

ถ้าสัญญาณเหล่านี้เป็นจริงสำหรับองค์กรขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบ พูดคุยกับคนที่คุณรู้จักที่ลาออกจาก บริษัท ค้นหาในสื่อธุรกิจว่าเป็นองค์กรที่มีปัญหาหรือไม่ มีหลายครั้งที่คุณอาจต้องการเลือกที่จะทำงานให้กับองค์กรที่มีปัญหา แต่ในกรณีที่มีข้อได้เปรียบทางอาชีพเท่านั้น เช่นการเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ต้องพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนองค์กรไปเป็นองค์กรที่ทันสมัย แบบนั้นถึงจะได้เรียนรู้ทักษะและได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ

2. คุณอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือไม่?

งานทีเราทำยังเป็นงานที่ดีในปีนี้อยู่ไหม งานที่ดีที่ว่าหมายถึงคืองานที่ช่วยให้เราเติบโตและเรียนรู้ เป็นงานที่ผู้คนจดจำเราในงานที่กำลังทำอยู่ และหลายอย่างที่เรากำลังทำอยู่นั้นน่าตื่นเต้นและคุ้มค่าที่จะทำ

  • โบนัสหรือหรือเงินเดือนเริ่มไม่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอีกต่อไป
  • หัวหน้าไม่ถามความเห็นหรือคุยตรงกับผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงานของคุณ
  • ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมที่สำคัญ หรือออกไปรับประทานอาหารกลางวันกับเพื่อนร่วมงาน
  • กำลังทำในสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วย หรือคุณเชื่อว่าคุณต้องปกปิดสิ่งที่คุณคิดอยู่ ไม่มีคนรับฟังอย่างแท้จริง
  • เกิดความผิดพลาดตลอดเวลา และคิดไม่ออกว่าทำไมถึงเกิดขึ้น
  • ที่ปรึกษาของคุณออกจากองค์กร หรือตกอยู่ในความไม่พอใจ
  • ไม่สามารถคาดเดาการโปรโมทได้อีกต่อไป หรือใครจะถูกมองว่าเป็นผู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด หรือมีการโปรโมทคนที่ไม่คิดว่าเหมาะสม

ถ้าคิดว่าองค์กรของคุณเป็นองค์กรที่ดี เพียงแต่งานของเราไม่เหมาะกับเรา ให้เรามองหาตำแหน่งอื่นในส่วนอื่นขององค์กรดูก่อน อาจจะพูดคุยกับฝ่ายทรัพยากรบุคคล ทำการปรับปรุงประวัติส่วนตัว (CV) อย่าเพิ่งไว้วางใจ พอถึงเวลาต้องตัดสินใจหางานใหม่ จะได้ทำได้ทันทีไม่เสียเวลาและโอกาส

3. ตำแหน่งหน้าที่การงานในอนาคตเป็นอย่างไรกับองค์กรนี้?

คำถามนี้จะต่างจากสองหัวข้อคำถามด้านบนโดยเน้นไปที่ตัวเราเอง เพื่อประเมินอนาคตของตัวเรากับองค์กรว่าเป็นไปในรูปแบบที่เราต้องการหรือไม่

  • เรามีชื่อเสียงที่ดีทั้งในองค์กรและภายนอกในองค์สำหรับอาชีพของคุณ
  • คนในองค์กรโทรหาคุณเพื่อขอความช่วยเหลือและคำแนะนำจากคุณ และเราสามารถช่วยเหลือคนเหล่านั้นได้
  • เรารู้ว่าต้องการเรียนรู้อะไรต่อไป เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญในอาชีพของเราทำอยู่
  • เราตามและรับรู้ประเด็นร้อน (trend)ในสายงานได้ ถึงแม้ว่าจะได้ไม่ได้ลงมือทำในงานจริงๆก็ตาม
  • รู้ถึงความท้าทายในตัวงานหรือความรับผิดชอบในอนาคต ถ้าเราได้รับการโปรโมทหรือมีโปรเจ็กงานใหม่มาให้ทำ
  • มีคนที่ให้คำแนะนำ ที่สามารถโทรขอความช่วยเหลือหรือการสนับสนุนได้ ในองค์กร
  • มีความรู้สึก เสียสละ อยากอาสา สละเวลา เพื่อทำงานอะไรบ้างอย่าง อย่างเต็มใจ

ถ้าคำตอบส่วนใหญ่เป็น “ ใช่” ก็ไม่ต้องกังวล ถือว่าเรามีตำแหน่งที่ดีในการการทำงาน ถ้ายังคิดว่าไม่ใช่ เราควรเริ่มต้นด้วยการมีส่วนร่วมกับเพื่อนร่วมงาน และเข้าร่วมเครือข่ายในสายงานเพิ่มขึ้น

ด้วยสามหัวข้อคำถาม จะช่วยให้เราวิเคราะห์สถานการณ์เบื้องต้นได้ ว่าเราควรลาออกหรือไม่ มีหลายสิ่งอยากให้ลองเช่น ลองถามถึงการโยกย้ายภายในองค์กร หรือพูดคุยกับหัวหน้างานในเรื่องที่กังวล แต่เราเองก็ต้องไม่ประมาทเตรียมแผนสำรองไว้เสมอ คอยปรับปรุงประวัติการทำงานไว้อย่างสม่ำเสมอ ส่วนตัวจะใช้บริการ Linkedin และ เก็บเอกสาร CV ไว้บน Cloud OneDrive เมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องใช้ จะได้พร้อมเสมอ

reference:- https://hbr.org/2020/02/dont-quit-your-job-before-asking-yourself-these-questions

Photo by Christian Chen on Unsplash

Originally published at https://hatoriz.com/workinglife/3-questions-before-quitting-job/ on October 22, 2020.

--

--